ท่ามกลางความสว่างของจันทร์เต็มดวง
ที่ส่องแสงสว่างเปร่งประกาย ราวกับกลางวัน ทั้งสามดูขมักขเม้นกับการจัดสถานที่ในการประกอบพิธีกรรม
ตรงบริเวณลานหินกว้าง ซึ่งดูขลั่งมากเป็นพิเศษกับซากงูยักษ์ข้างหลัง
ที่นอนตระหง่านอยู่
“ท่านเอล ทุกอย่างก็พร้อมหมดแล้ว
เราจะเริ่มพิธีกันได้หรือยังครับ”
“อืม นั้นนะซิ ข้าว่าเราน่าจะเริ่มกันได้แล้ว
ซีลีน ข้าต้องรบกวนเจ้าหน่อยแล้วละ”
ซีลีนเหมือนรู้ความหมายที่เอลนั้นพยายามสื่อ
โดยซีลีนนั้นค่อยๆเดินมาหาเอลพร้อมก้มตัวลงไปหยิบมีดขนาดเล็กที่ซ่อนไว้ที่ข้อเท้าขึ้นมาแล้วตัดผมหนึ่งกระจุก
ยื่นให้เอล
“แล้วเลือดนี้ต้องใช้มากขนาดไหน” ซีลีนถามเอลพร้อมกับถือมีดที่อยู่ในมือนั้นจ่อที่ข้อมือตัวเองอีกข้างเหมือนเตรียมพร้อม
“เดียวก่อนซีลีน แค่นิ้วก็พอ ข้าของแค่หยดเดียว”
เอลร้องทัดทาน
เพราะเกรงว่าซีลีนจะกรีดข้อมือของตัวเอง
“ว่าแต่ท่านเอล เราไม่ต้องเตรียมของประกอบพิธีหรอครับ
อย่างพวกเขียนวงเวทย์อะไรแบบนี้” ราเกลถามเพราะเห็นว่านอกจากสถานที่
ที่เป็นลานหินกว้างกับพระจันทร์เต็มดวงแล้ว ก็ไม่มีอุปกรณ์อะไรในพิธีกรรมเลย
“แล้วเจ้าคาดหวังว่ามันต้องเป็นแบบไหนละ” เอลถามกลับราเกลเชิงให้คิด
แบบที่ไม่ต้องการคำตอบ “ ซีลีน ข้าขอเลือดของเจ้าแค่หยดเดียวก็พอ
หยดลงที่เส้นผมของเจ้าเลย”
ซีลีนนั้นค่อยๆใช้มีดที่เตรียมไว้ กรีดที่นิ้วชี้ของตัวเอง
แล้วหยดลงไปที่เส้นผมในมือของเอลที่ตัดให้ไว้ก่อนหน้านี้
เอลวางเส้นผมที่เปื้อนหยดเลือดของซีลีนไว้บริเวณตรงกลางลานกว้าง
“ เจ้าทั้งสองคน ขยับหลบไปก่อน
ตอนนี้ได้เวลาทำพิธีแล้ว” ราเกลและซีลีน ขยับหลบไปอยู่ริมข้างๆอย่างว่าง่าย
ซึ่งเอลเองก็เหมือนจะเริ่มต้นด้วยการร่ายคาถาด้วยภาษาแปลกๆที่ไม่อาจตีความได้
ซึ่งในบรรยาการในตอนนั้นเป็นบรรยาการที่เงียบสงบไร้ซึ่งลมและเสียงแมลง
เอลดำเนินพิธีกรรมได้เพียงชั่วครู่ ก็มีลมถาโถมเข้ามาในระหว่างทำพิธี
เป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่ก็ทำให้เส้นผมของซีลีนที่วางอยู่กับพื้นนั้น
โดนพัดกระจัดกระจายไปทั่ว
ในขณะที่ทั้งราเกลและซีลีนคิดว่าพิธีคงจะล่มแล้ว
เส้นผมที่โดนพัดกระจัดกระจายบนพื้น
ก็ค่อยๆเรืองแสงทำให้เห็นการต่อเรียงกันเป็นวงแหวนเวทย์อย่างชัดเจน
ท้องฟ้าจากที่เคยสว่าง เริ่มกลายเป็นสีแดงทั่วท้องฟ้า
“พระจันทร์เลือด........
ข้าเพิ่งเคยเห็นพระจันทร์สีเลือดทีมีสีเข้มขนาดนี้เป็นครั้งแรก” ซีลีนพูดไปพรางมองไปที่พระจันทร์สีแดงตรงหน้าซึ่งมีความรู้สึกว่ามีขนาดใหญ่มาก
พระเทียบกับพระจันทร์ในวันปกติ
“โห เจ้าเป็นอะไร โอเคไหม
ดูเหมือนตัวของเจ้าจะค่อยๆเรืองแสงนะ” ซีลีนคละสายตาจากพระจันทร์หันมองร่ายกายของตัวเองตามคำของราเกล
ซึ่งลำตัวตัวของซีลีนนั้นค่อยค่อยๆเปล่งประกายสว่างขึ้นอย่างคำของราเกลจริงๆ
“ปกติเผ่าหมาป่าอย่างเราเป็นเผ่าที่มีความโดดเด่นอยู่สองเรื่อง
ก็คือ 1.เรื่องของความเร็ว พวกเราเร็วสุดในบรรดาทุกเผ่าพันธ์ 2.คือพละกำลัง
ซึ่งเป็นรองแค่เพียงเผาอสูรเท่านั้น
แต่เจ้ารู้ไหมว่าเมื่อใดที่พระจันทร์เต็มดวงความเสียเปรียบในเรื่องนั้นจะหายไป
เราจะเป็นเผ่าที่มีทั้งความเร็ว และพละกำลังมากที่สุดในบรรดาทุกเผ่า และในคืนนี้
ตอนนี้ ในคืนของพระจันทร์สีเลือดเข้มเช่นนี้
พลังของเผ่าพันธ์เรายิ่งมากหลายสิบเท่าทีวีคูณ”
“เสร็จแล้วละ” เอลพูดแทรงการสนทนาของทั้งสอง
แต่นั้นก็มากพอที่ทั้งสองจะหันไปมองที่เอล
“เสร็จแล้วหรอครับท่านเอล แล้วไงต่อ”
ราเกลสอบถามเนื่องจากว่ามองดูแล้วไม่ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด
ในขณะนั้นเอง ราเกลก็เริ่มเห็นอาการและสีหน้าของซีลีนแปลกไป
“เจ้าเป็นอะไรหรือปาวซีลีน
เจ้าดูแปลกๆตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว ....... ท่านเอล
ซีลีนดูแปลกไปครับ หรือว่านี้คือผลลัพธ์ของคัมภีร์เวทย์
มนุษย์หมาป่าหรอครับ” ราเกลร้องถามเอลในความสงสัยกับอาการและท่าทางของซีลีน
“มันใช่ที่ไหนกันละ” เพียงชั่วครู่เส้นผมที่เรืองแสงประกอบกันเป็นวงเวทย์นั้น
แสงนั้นก็ค่อยๆลอยออกจากเส้นผม ที่ละเส้น ที่ละเส้น
ค่อยๆลอยขึ้นไปรวมตัวกันที่มือของเอล ซึ่งไปยื่นมือออกมารอไว้อยู่แล้ว
จากแสงขนาดเล็ก กลายเป็นดวงแสงขนาดใหญ่
จนเมื่อแสงจากเส้นผมเส้นสุดท้ายได้ลอยไปรวมตัว ได้มีเสียงหมาป่าร้องขึ้น
จากเสียงเป็นสองเสียง ในเวลาไม่นาน เสียงเห่าหอนของหมาป่าก็ดังกึกก้องไปทั่ว
“นี่มันอะไรกันนะท่านเอล” ราเกลถามขึ้นในขณะที่ค่อยๆเดินไปหาเอล
ซึ่งในตอนนั้นร่างกายของซีลีนก็ได้กลับมาเป็นปกติแล้ว
“ความเกรงขามนี้มันอะไรกัน ข้าก็เคยได้ยินมาว่าคัมภีร์เวทย์มนุษย์หมาป่า
ซึ่ง 1ใน2 เวทย์อัมตะ และยังเป็น ถึง1ใน12เวทย์ศักสิทธิ์ นั้นเป็นเวทย์ที่สุดยอด
แต่ระดับนี้มันมากกว่าที่ข้าคิดไว้ ความเกรงขามนี้เทียบชั้นกับ
ความเกรงขามของราชันย์หมาป่าเลยทีเดียว” ทั้งเอลและราเกลต่างหันไปมองและสนใจในสิ่งที่ซีลีนพูด
“ฮ่า ฮ่า จะว่าไป ผลลัพธ์
ข้าว่ามันก็เกินกว่าที่ข้าคิดไว้ แต่ว่าในเมื่อผลออกมาดี ก็ดีแล้วละนะ”
“นั้นนะซินะครับท่านเอล ว่าแต่เราจะทำยังไงกับแสงที่อยู่ในมือท่าน
และต่อไปเราต้องทำอะไรกันต่อดีละครับ ”
“หมายถึงคัมภีร์เวทย์นี้นะหรอ ก่อนอื่นคงต้องหาเจ้าของให้มันก่อนอะ
แต่คงไม่ใช่เรื่องง่ายเท่าไรเพราะนี่ เป็น1ในเวทย์มีชีวิต ซึ่งจะเลือกนายของมันเอง
แต่เราก็จะมามัวเสียเวลามากไม่ได้ด้วย อืม.....งั้นเอางี้
งั้นเดียวช่วงนี้เราเดินทางออกตามหากลุ่มฟินิกส์ ดีกว่า เป็นการเสริมหาแนวร่วม
และยังเป็นการหานายให้เวทย์นี้ไปในตัวจะได้ไม่ต้องเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์”
เอลพูดพรางมองดูที่ดวงแสงในมือของตัวเอง
ก่อนที่ดวงแสงนั้นจะค่อยลอยหายเข้าไปในตัวของเอล
“ว่าแต่ท่านเอล แล้วเราจะเริ่มออกหากลุ่มฟินิกส์
นี่จากที่ไหนก่อนดีครับ”
“อืมจะว่าไป ที่ถามท่านลุงตอนอยู่หมู่บ้านที่เราเพิ่มจากมา
ก็ไม่ได้รู้เรื่องแหล่งที่ตั้งด้วยซิ” เอลทำถ้าครุนคิด
แต่ก็ไม่ได้มีท่าทีที่หนักใจอะไรมากนัก
“ถ้ากลุ่มฟินิกส์ละก็ เคยได้ยินข่าวว่าได้มีการประทะกันกับเผ่าอสูรแถวชายป่าทางตอนใต้สุดพรมแดนของเผ่าอสูรนะ
แต่มันก็ยังเป็นแค่ข่าวลือ เรื่องจริงเป็นยังไงก็ยังไม่มีใครทราบ”
“แค่นั้นก็ถือว่าช่วยได้เยอะมากแล้วละ
เพราะอย่างน้อยๆก็ดีกว่าเราไม่มีข้อมูลอะไรเลย” เอลแสดงท่าทางขอบคุณสำหรับขอมูลที่ซีลีนได้ให้มา
ซึ่งซีลีนเองก็ดูเหมือนว่าจะยิ้มเป็นการตอบรับความรู้สึกนี้
“อะแฮม” เสียงไอแบบจงใจของราเกล
ขัดจังหวะการสนทนาของทั้งสอง “ตกลงคือพวกเราจะเอายังไงต่อดี”
“ก็.......มุ่งหน้าสู่ชายแดนทางทิศใต้เพื่อหาออกตามหากลุ่มพินิกส์”
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น