“ท่านเอล ท่านจะไปไหนรอข้าด้วย ....ขอบคุณมากนะครับท่านลุง ข้าต้องรีบไปก่อนละ”
ราเกลก็วิ่งตามเอลไปอย่างรวดเร็วทั้งด้วยความเป็นห่วงและกลัวว่าอาจจะพลัดหลงกันได้
แต่ถึงอย่างนั้นเอลก็ยังวิ่งด้วยความเร็ว จนราเกลนั้นแทบจะวิ่งตามไม่ทัน “ท่านเอลท่านจะรีบวิ่งไปไหนของท่าน
ไม่รอข้าบ้างเลย” ราเกลถามหลังจากที่ตามเอลที่หยุดวิ่งอย่างกระทันหัน
ด้วยอาการเหนื่อยหล้า จนสามารถได้ยินเสียงหายใจเข้าออกได้อย่างชัดเจน “ว่าแต่ท่านวิ่งทำไมครับ
แล้วนี้กำลังมองหาอะไรอยู่” ราเกลสงสัยในท่าทางของเอลที่หันซ้ายหันขวาอยู่ตลอดเหมือนกำลังตามหาอะไรอยู่
“ข้าว่าเมื่อกี้ รู้สึกว่าข้าจะเห็นซีลีน” “หรอคับ
ข้าไม่ยักกะเห็นใครเลย อืม...และแถวนี้ก็ข้าก็ไม่เห็นว่าจะมีใคร
อย่าว่าแต่หมาป่าเลย คนหรืออสูรยังไม่เห็นเลย ถ้าจะมีก็คงจะมีแต่หญิงท่าทางสูงศักดิ์ทางนั้น”
ราเกลกล่าวถึงหญิงที่มีความงดงามมากนางหนึ่งที่อยู่อีกฟากของถนน
จริงๆแล้วคำว่าสูงศักดิ์ไม่ได้เกินความจริงสำหรับรูปลักษณ์ของนาง
ไม่ว่าจะเป็นหน้าตาที่สะสวยหรือบุคคลิคที่แสนสง่าหรือแม้กระทั้งผมที่ยาวสีขาวสลวยที่เข้ากับสีชุดอย่างเหมาะเจาะ
“ทำไมถึงได้งามอย่างนี้ท่านเอลคิดเหมือนอย่างข้าไหม” เอลนั้นยังมองไปมารอบๆ
ก่อนที่จะค่อยๆหันมาตามทางที่ราเกลนั้นพูดถึง เมื่อเอลมองไปที่หญิงคนนั้น
เอลได้วิ่งพุ่งถลาตัวเข้าไปกอดเธออย่างรวดเร็ว ท่ามกลางใบหน้าอันตกใจของราเกลถึงขั้นเรียกว่าช็อคเลยก็ว่าได้
“ข้าคิดถึงเจ้ามากเลย” เอลพูดกับหญิงงามนางนั้นขณะที่มือทั้งสองข้างกอดเธอไว้แน่นราวกับเด็กน้อยที่ดีใจที่พบแม่
ซึ่งหญิงนางนั้นก็แสดงท่าทีที่ตกใจเล็กน้อยแต่ทำแสดงสีหน้าเขินอายมากกว่า “ท่านเอล
ข้าว่าท่านใจเย็นๆและค่อยๆปล่อยมือจากนางก่อนดีกว่านะครับ
ต้องขอโทษแทนท่านเอลด้วยนะครับช่วงนี้ท่านเหมือนจะไม่สบายความจำท่านไม่ค่อยดีเลยจำคนถูกคนผิดไปหน่อย”
ราเกลหันมาขอโทษต่อหญิงสาวต่อการกระทำของเอลและยังพยายามปรามห้ามปรามเอลในเวลาเดียวกัน
“อะไรกัน เจ้านะซิที่ความจำไม่ค่อยดี นี่นะซีลีน
เจ้าจำนางไม่ได้หรือยังไงกัน” ราเกลเงียบไปพักนึง
ก่อนที่จะหัวเราะด้วยท่าทางตลก “ข้าว่าท่านคงจะพักผ่อนน้อยไปหน่อยจริงๆแล้วละ
นี่ข้าคิดว่าพวกเรากำลังตามหาหมาป่าอยู่นะ
แต่ที่ท่านกำลังกอดอยู่ตอนนี้เป็นหญิงสูงศักดิ์
และการกระทำของท่านตอนนี้ก็เป็นการกระทำที่เสียมารยาทมากท่านรู้ตัวไหมท่านเอล”
ราเกลกล่าวต่อว่าเอลเล็กน้อยถึงแม้ในใจจะยังรู้สึกขำในคำพูดของเอลอยู่บ้าง
“ซีลีนเจ้าก็พูดอะไรบ้างซิ ปล่อยให้ราเกลหัวเราะข้าอยู่ได้ รูปร่างจะเปลี่ยนแปลงอะไรยังไงข้าไม่รู้หรอก
แค่ข้ามองตาเจ้าข้าก็รู้ทันทีว่าเป็นเจ้าเพราะข้าจำดวงตานี้ได้แม่นตั้งแต่ครั้งแรกที่เราเจอกัน
เป็นดวงตาที่สวยที่สุดที่ข้าเคยเจอ” เอลพูดพรางย้อนนึงถึงครั้งแรกที่ทั้งสองพบกันและได้สบตากันในครั้งนั้น
ซึ่งคำพูดนี้ยิ่งทำให้หญิงคนนั้นรู้สึกอายมากขึ้น จนคนที่มองจากภายนอกยังสังเกตุได้
“ถ้าข้าเป็นซีลีนแล้วไง ยังไงข้าก็เป็นผู้หญิง การที่เจ้าโดดเข้ามากอดข้าในที่สาธารณะอย่างนี้ไม่รู้สึกว่ามันไม่เหมาะและไม่ควรทำบ้างหรือยังไง”
นี่เป็นคำพูดแรกที่หญิงงามนั้นได้พูดกับเอล
“เดียวนะ นี่เจ้ากำลังจะบอกว่าเจ้าคือซีลีนจริงๆหรอ” ราเกลหันมาถามหญิงงามด้วยอาการที่ไม่ค่อยอยากจะเชื่อสักเท่าไร
“อะไรของเจ้านะราเกล นี้ข้าพูดขนาดนี้เจ้ายังไม่เชื่ออีกหรอ ....ซีลีนเจ้าเองก็เหมือนกัน จะพูดกั๊กๆไว้ทำไหม
อีกอย่างคำพูดเมื่อกี้นี่มันอะไร พูดอย่างกับว่านี่ข้าพึ่งกอดเจ้าเป็นครั้งแรก
สมัยที่อยู่รานสวิล ข้าก็เคยกอดเจ้ามาแล้ว” “แต่นั้นตอนที่ข้าอยู่ในร่างของหมาป่านะ
มันเหมือนกันที่ไหนละ” ซีลีนพูดด้วยท่าทีที่เขินอาย
ซึ่งทิ้งให้ราเกลนั้นยื่นงงอยู่ข้างๆระหว่างที่ทั้งสองนั้นยืนคุยกัน พลางคิดว่าตัวเองพลาดเรื่องสำคัญอะไรไปหรือปาวถึงเป็นคนเดียวที่ยังงงและไม่เข้าใจในเรื่องนี้
“พวกเจ้าอย่าพึ่งพูดอะไรมากเลย เรารีบไปจากที่นี้กันก่อนเถอะ ที่นี้มันเด่นไปสำหรับเจ้าสองคน”
ซีลีนพูดเตือนก่อนนำทางทั้งสองไปที่พักของนาง
“ว่าแต่พวกเจ้ามาที่นี่กันได้อย่างไร” “เดียวนะซีลีน ก่อนที่จะถามข้า ตอบข้ามาก่อนทำไมถึงหนีออกมาไม่บอกพวกข้าซักคำ”
“ อะไรกัน ข้านึกว่าเจ้าเข้าใจแต่แรกอยู่แล้ว
ว่ายังไงไม่ช้าก็เร็วข้าก็ต้องไป
เพราะยังไงซะข้าเองก็มีเรื่องที่ข้าต้องทำ
และมีบ้านที่จะต้องกลับเช่นเดียวกัน” เอลเงียบไปชั่วครู่ ด้วยใบหน้าเศร้าหมองเล็กน้อย “แต่ถึงจะรู้ก็เถอะ
จะไปทั้งทีก็หน้าจะบอกกันบ้างนิ” ในตอนนี้บรรยาการในห้องต่างหยุดเงียบไปชั่วขณะ ก่อนที่ความเงียบจะถูกทำลายได้คำถามของราเกล “ แต่เดียวก่อนนะ
สรุปคือเจ้ากับซีลีนเป็นคนเดียวกันหรอ” ซีลีนพยัคหน้าตอบรับเล็กน้อย “โอ้ย
ข้าละสับสนไปหมดแล้วตกลงเผ่าหมาป่านี้เดียวแปลงเป็นคนเดียวแปลงเป็นหมาป่า
ได้ทุกคนเลยหรือยังไง” “เปล่าหรอก มีไม่กี่คนเท่านั้นแหละที่ทำได้
แต่ข้าคงจะไม่ได้มานั่งอธิบายเรื่องยิบย่อยกับเจ้าหรอกนะ.......ว่าแต่พวกเจ้าตกลงมาทำอะไรแถวนี้กันแน่
อย่าบอกนะว่ามาเพื่อตามหาข้าอย่างเดียวนะ”
ซีลีนเองก็เริ่มยิงคำถามเชิงรุกบ้าง ซึ่งเอลเองก็ได้เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้ซีลีนฟัง พร้อมกับจุดประสงค์ในการออกเดินทางซึ่งไม่เพียงมาเพื่อตามหาเธอเท่านั้น
แต่ยังมีเป้าหมายอื่นที่สำคัญไม่แพ้กันอีกด้วย “นี่พวกเจ้าคิดว่า
จะทำกันสำเร็จจริงๆหรอ ไม่ว่าจะเรื่องสร้างคำภีร์เวทย์ขึ้นมาใหม่
หรือการต้องสู้เผื่อเสรีภาพของมนุษย์นี้อีก มีแต่เรื่องที่ใหญ่เกินตัวทั้งนั้น
และอีกอย่างเจ้ารู้วิธีการสร้างคำภีร์เวทยด้วยหรอ” “รู้ซิในตำราโอตูนมีรายละเอียดอย่างชัดเจนเลยละ”เอลนั้นตอบเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับซีลีน
“อย่างนั้นหรอ ถ้าอย่างนั้นข้าขอดูตำราที่เจ้าว่าหน่อยได้ไหม” “ฮ่าๆๆเห็นที่จะไม่ได้หรอก
มันอยู่ในสายเลือดข้ารู้เองด้วยสัญชาติญาณนะ” “ แต่นั้นเป็นคำภีร์เวทย์เล่มสุดท้ายไม่ใช่รึ
ถ้าเจ้าเป็นอะไรไปมันไม่ต้องหายเป็นเลยหรือยังไง” ซีลีนยังคงถามเข้าประเด็นมากขึ้นเรื่อยๆ
“ไม่หรอกตำราเวทโอตูนเป็นหนึ่งในเวทย์ที่มีชีวิต ถึงข้าตายไปมันก็หาร่างสถิตร่างใหม่อยู่ดี”
“ว่าแต่ทำไมเจ้าถึงต้องถามอะไรเยอะแยะด้วย
ตกลงเจ้าจะช่วยพวกเราไหม”ราเกลพูดขัดจังหวะขณะที่ทั้งคู่คุยกันอยู่ “อืม
ข้าเองก็ไม่มีปัญหาอะไรที่จะไม่ช่วย แล้วที่พวกเจ้าต้องการคือเส้นผมกะเลือดของข้าใช่ไหม
ต้องใช้เยอะขนาดไหน” ซีลีนหยิบมีดที่ซ่อนอยู่ต้องข้อเท้าของเธอขึ้นมาทำท่าเหมือนจะตัดเส้นผม
“ เดียวก่อนซีลีน ข้ายังไม่ได้ต้องการตอนนี้
นอกจากองค์ประกอบที่เป็นวัตถุแล้วเรายังต้องการอย่างอื่นด้วย” ไม่เพียงแต่ซีลีนเท่านั้น
แม้แต่ราเกลเองก็ยังทำหน้าสงสัย “สำหรับการสร้างคำภีร์เวทย์เล่มนี้สิ่งที่เราต้องการนอกจากเลือดและเส้นผมของเผ่าหมาป่าแล้วเรายังต้องการพื้นที่โล่งกว้างที่สามารถมองเห็นพระจันทร์เต็มดวงได้โดยรอบ
เจ้าพอจะรู้จักที่ตรงไหนเป็นพิเศษหรือปาวซีลีน” “อืม....พื้นที่โล่งกว้างที่มองเห็นพระจันทร์เต็มดวงได้โดยรอบหรอ
ถ้าใกล้ๆแถวนี้ก็มีสองแห่ง ที่แรกก็ทุ่งหญ้าไพรสัน กับเนินเขาราฟ” “แล้วที่ไหนใกล้กว่ากัน”
“ก็ถ้าเป็นทุ่งหญ้าไพรสันก็เดินทางประมาณ7-8
วัน แต่ถ้าเป็นเนินเขาราฟก็น่าจะวันวันครึ่งได้มั้ง” “งั้นเราไปเนินเขาราฟกัน
เพราะอีกสองวันพระจันทร์จะเต็มดวงอีกรอบ” “แต่ถ้าเป็นไปได้ข้าอยากจะให้เจ้าเลือกเดินทางไปที่ทุ่งหญ้าไพรสันมากกว่านะ” ซีลีนพูดขึ้นมา
โดยชวนให้คนที่ได้ฟังนั้นสงสัยว่าเพราะอะไร “ทำไมละ”
“เพราะที่เนินเขาราฟข้าได้ข่าวไม่ค่อยจะดี
ได้ยินว่าที่นั้นมีงูยักษ์ดึกดำบรรพ์อาศัยอยู่ ถึงแม้ว่าข้าจะไม่เคยเจอ
แต่ถ้าเป็นไปได้ข้าก็ไม่อยากที่จะเข้าไปยุ่งนักหรอกนะ” ซีลีนเตือนและแสดงท่าทีเป็นห่วงเอลอยู่บ้าง
“งั้นท่านเอล ข้าว่าเราไปทุ่งหญ้าไพรสันที่ซีลีนแนะนำดีกว่า
อาจจะช้าหน่อย แต่ปลอดภัยด้วย” ราเกลเองก็สนับสนุนความคิดของซีลีนเช่นกัน “แต่ถ้าเดินทางไปทางนั้น
เราก็ต้องใช้เวลา 7-8
วันและยังต้องรอพระจันทร์เต็มดวงอีกรอบก็เดือนหน้าเลยนะ” เอลไม่ใช่ไม่เห็นด้วยในความเห็นของทั้งสองแต่พยายามใช้เหตุผลอื่นเพื่อแสดงถึงความจำเป็นที่ต้องเดินทางไปที่เนินเขาราฟ
“เอาน่ามากับเอลซะอย่างไม่ต้องเป็นห่วงหรอกเดียว
เรื่องความปลอยภัยเป็นหน้าที่ของข้าเอง” พอได้ยินคำพูดของเอล
ทั้งสองถึงแม้จะไม่ค่อยเห็นด้วยสักเท่าไรแต่ก็ไม่ได้คิดจะคัดค้านอะไร
และในรุ่งเช้าทั้งสามก็เริ่มออกเดินทางเพื่อมุ่งหน้าไปยังไปยังเนินเขาราฟ
ซึ่งทางที่ใช้ในการเดินทางนั้นถึงแม้จะไม่สะดวกสบายเท่าไรนัก แต่ก็ยังมีรอยทางเดินให้เห็นอยู่บ้างบ่งบอกว่าถึงแม้จะน้อยแต่ก็ยังมีคนใช้เส้นทางนี้ในการเดินทาง
แต่ที่จะปฏิเสธไม่ได้คือความสมบูรณ์ของธรรมชาติตลอดสองข้างทางที่เดินผ่านซึ่งแตกต่างกับหมู่บ้านเมื่อครู่มากนัก
ซึ่งตลอดการเดินทาง
เอลนั้นพบพืชสมุนไพรต่างๆมากมายและก็อดไม่ได้ที่จะเก็บติดตัวมาด้วยซึ่งเอลนั้นก็ได้สอนการดูสมุนไพรต่างให้กับซีลีนด้วย
และดูเหมือนความสัมพันธ์ของทั้งคู่จะค่อยๆเพิ่มพูนมากขึ้นเรื่อยๆ
ทางราเกลนั้นก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ชอบซีลีน
แต่ในใจลึกๆกลับรู้สึกไม่ค่อยชอบใจมากนักที่เอลมีท่าที่สนิทสนมกันจนเกินไป “นี่ก็เดินทางมาทั้งวันแล้ว
และก็กำลังจะค่ำ ข้าว่าเราตั้งแคมป์พักที่นี้กันก่อนเถอะ
เดินทางตอนกลางคืนแถวนี้ค่อนข้างจะอันตราย ไว้รุ่งเช้าเราค่อยเดินทางต่อ” เห็นใกล้มืดซีลีนแนะนำให้หยุดพักเพื่อเป็นการพักผ่อนและเพื่อความปลอดภัยไปในตัว
ซึ่งเอลและราเกลเองก็ดูเหมือนจะไม่ได้ขัดข้องอะไร
ทั้งสามช่วยกันจุดไฟและหาผ้าที่ติดตัวมาด้วยปูเพื่อทำเป็นที่นอน ส่วนเอลเองก็เริ่มนำสมุนไรที่เก็บมาได้ระหว่างทาง
เริ่มบดละเอียด และนำมาป้ายบริเวณรอบๆ “ท่านเอลท่านกำลังทำอะไรหรอ” “ออกำลังทาใบโอเรียที่บดแล้วตามต้นไม้แถบนี้นะ
ป้องกันพวกสัตว์มีพิษต่างๆ พวกมันไม่ค่อยชอบกลิ่นของใบโอเรียเท่าไร” เอลตอบคำถามราเกล
ท่ามกลางสายตาของซีลีนที่กำลังจ้องมองทั้งคู่เหมือนมีความนัยที่ต้องการจะบอกอะไรบ้างอย่าง
หลังจากที่ทั้งสามนอนหลับพักผ่อนเผื่อเอาแรงในคืนนั้น
ในรุ่งเช้าก็ได้เริ่มออกเดินทางต่อและใช้เวลาไม่นานมากก็สามารถเดินออกพ้นป่าเข้าสู้เนินหญ้าเขียวขจี
ไร้ซึ่งต้นไม้เป็นเนินที่มีขนาดใหญ่มากซึ่งพอมองไปเบื้องหน้าก็เจอกับโขดหินซ้อนทับกันสลับไปมาตรงกลางเนินเขาซึ่งคงจะมีขนาดใหญ่มากเพราะสามารถมองเห็นได้แต่ไกล
ซึ่งทำให้เอลรู้ได้ทันทีว่าบนโขดหินนั้นคือเป้าหมายในการทำพิธีในคืนพระจันทร์เต็มดวงในคืนนี้
“โฮ้ กว้างดีจังเลยนะท่านเอล แถมยังสวยมากด้วย” “เสียดายอย่างเดียวมันเงียบไปหน่อย”
ซีลีนพูดแทรกเพราะบรรยาการรอบข้างนั้นเงียบสงัดและยังเย็นยะเยือก
แม้แต่เสียงนกหรือแมลงขนาดเล็กก็ยังไม่ได้ยิน “จะว่าไปมันก็เงียบผิดปกติจริงๆนั้นแหละ
แต่ยังไงเราก็คงต้องเดินทางต่อ ต่อจากนี้ไปก็ระวังๆกันหน่อยก็แล้วกัน”
เอลแนะให้ระวังตัวแต่ก็ยังเดินทางต่อไปเรื่อยๆ
และเมื่อยิ่งใกล้ลานโขดหินมากเท่าไร ยิ่งบรรยากาศโดยรอบก็ยิ่งวังเวงมากขึ้นเท่านั้น
“ท่านเอลเราคงเปลี่ยนใจหันหลังกลับไม่ทันแล้วใช่ปะ” เอลยิ้มและพยัคหน้ารับ
“เจ้าก็รู้คำตอบอยู่แล้วยังจะถามข้าอีกเป็นผู้ชายแท้ๆอย่าทำท่ากังวลให้มันมากนักซิ
ไม่อายซีลีนบ้างหรือยังไงกัน” ราเกลมองหน้าซีลีนที่แอบยิ้มเล็กๆ
แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร ทั้งสามเดินทางต่อไม่นานมากนัก “ในที่สุดก็ถึงซะที
ดีที่เรามาถึงก่อนบ้างจะได้เตรียมตัวกัน” ไม่นานมากทั้งสามก็เดินทางมาถึงใจกล้าโขดหินของเนินเขาราฟ
ทั้งเอลและราเกลต่างทิ้งตัวลงนั่งพักด้วยความเหนื่อยในการเดินทาง
เหลือแต่ซีลีนที่มีท่าทีที่ดูแปลกไปเหมือนตื่นตระหนกในบางสิ่ง
ซึ่งเอลเองก็สังเกตออกได้ไม่ยาก “ เป็นอะไรหรือปาวซีลีน
ดูเจ้าไม่ค่อยสบายใจมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้วนะ” ซีลีนเงียบชั่วครู่
“เจ้าทั้งสองคนลุกขึ้นเตรียมตัวให้พร้อมดูเหมือนเราจะมีแขกไม่ได้รับเชิญมาเยี่ยมซะแล้ว”
ครั้นซีลีนพูดจบเอลเองก็รู้สึกได้ถึงสิ่งผิดปกติ
เพราะเมื่อจุดที่เขายื่นอยู่นั้นถูกปกคลุมด้วยเงาขนาดใหญ่
ไม่มีแสงแดดที่ส่องผ่านมาถึงตัวเขาทั้งที่จุดที่เขายืนนั้นเป็นที่โล่งกว้างแท้ๆ
เอลและราเกลค่อยหันไปมองด้านหลังของตัวเอง ซึ่งทำให้ทั้งคู่นั้นตกใจมาก ยิ่งโดยเฉพาะราเกลอาจเรียกได้ว่าแทบช็อคเลยก็ว่าได้
เพราะภาพที่ทั้งคู่ได้เห็นเบื้อหน้านั้นคืองูขนาดใหญ่ที่ชูคอขึ้นบดบังแสงอาทิตย์
ซึ่งเป็นงูสีดำสนิทมีขนาดลำตัวที่ใหญ่มากๆ “ โกหกกันใช่ไหมเนี่ย
นี้มันใหญ่เกินไปแล้วนะ ใหญ่เกินกว่าจะเรียกว่างูแล้ว” “แล้วเจ้าคาดหวังว่างูดึกดำบรรพ์ที่ข้าพูดถึงต้องเป็นอย่างไรละมีขนาดน่ารักน่าชังหรือยังไง”
ซีลีนพูดเชิงกระทบกระทั้งเอลบ้างเพราะเอลนั้นทั้งที่รู้ต้องมาเจอกับอะไรก็ยังคงเลือกที่จะเดินทางมาทางนี้
ด้านงูยักษ์เองก็ไม่ได้รีรอที่จะโจมตี ได้พุ่งกระโจมเข้ามาโจมตีทั้งสาม
แต่ทั้งสามกระสามกระโดดหลบได้อย่างไม่ยากเย็นเท่าไรหนัก “ หลบไปก่อน”
ซีลีนพูดพร้อมเบียดตัวเองมาข้างหน้าที่สองคน
แต่เอลนั้นกลับจับแขนของซีลีนไว้แล้วก็เบียดตัวเองกลับมาเป็นฝ่ายที่อยู่หน้า “ซีลีนไม่ต้องกลัวนะ
เดียวข้าจัดการเอง” ในใจของซีลีนตอนนี้คิดว่าข้ารู้สึกกลัวอะไรสักหน่อย
แล้วที่ว่าจะจัดการนี้คือจัดการยังไง “เป้าใหญ่หน่อยก็ดี จะได้โจมตีง่ายๆหน่อย
ไหนลองจับแช่แข็งดูซิ” เอลนั้นได้ร่ายเวทย์ซึ่งใช้เวลาไม่นานมากนัก
บริเวณที่งูตัวนั้นอยู่รวมถึงตัวงูเองก็ได้กลายเป็นน้ำแข็งขึ้นมาทันที “เยี่ยมไปเลยท่านเอล”
ราเกลทำท่าทางกระโดดดีใจที่สามารถจัดการเจ้างูยักษ์ได้
ซึ่งเอลเองก็รู้สึกดีไม่แพ้กัน แต่ความสุขนั้นมันช่างผ่านไปไวมากเพียงแค่แปปเดียวที่งูตัวนั้นโดนแช่แข็ง ก็สามารถสบัดน้ำแข็งที่ปกคลุมตามลำตัวออกได้หมดอย่างง่ายดายเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ไม่เป็นอะไรเลย ความเย็นผ่านเกร็ดเข้าไปไม่ได้เลยหรอ ถ้าความเย็นไม่ได้ผลงั้นก็ลองเผามันดูละกัน” ถึงแม้ว่าการโจมตีในรอบแรกไม่ได้ผล
แต่เอลเองก็ไม่ได้ถอดใจ ในช่วงที่หลบการโจมตีของงูยักษ์นั้น เอลเองก็ได้ใช้เวทย์ไฟโจมตีเพื่อเผางูยักษ์
แต่เหมือนว่าจะไม่เป็นผลเช่นกัน เพราะเหมือนว่าความร้อนเองจะไม่ระคายเกร็ดที่แข็งของมันเลยแม้แต่น้อย
ซีลีนและราเกลนั้นเฝ้ามองการต่อสู้ของเอลอยู่ห่างๆ
“นี่เจ้าไม่คิดจะเข้าไม่ช่วยนายเจ้าบ้างหรือยังไง” “ช่วยก็อยากช่วยอยู่หรอก
แต่เจ้าดูการต่อสู้นี้แล้วคิดว่าข้าจะเข้าไปทำอะไรได้
นอกจะเข้าไปจะโดนลูกหลงแล้วยังรังแต่จะเกะกะปาวๆ” “ ใช่ว่าข้าเองจะไม่รู้หรอกนะ
แต่เจ้าคิดว่าถ้าปล่อยให้เอลสู้ต่อไปอย่างนี้เรื่อยๆคิดว่าเขาจะมีโอกาสชนะหรอ”
ซีลีนเริ่มคาดการผลลัพธ์ของการต่อสู้ที่อาจจะเกิดขึ้น
“แล้วเจ้าจะให้ข้าทำยังไงละ ข้าเองก็คิดอะไรไม่ออกแล้ว ถ้าเจ้าคิดว่าเจ้าช่วยท่านได้ก็ลองช่วยดูซิ”
“เอางั้นก็ได้
เอลถอยหลบออกมาก่อน” ซีลีนร้องเรียกเอลให้ถอยห่างจากตรงนั้นหลังจากที่ตอบรับคำของราเกล “นี่เจ้าคิดจะทำอะไร”
“ก็เจ้าบอกข้าว่าถ้าคิดว่าช่วยได้ก็ให้ช่วยไม่ใช่หรอ
ก็ข้าคิดว่าช่วยได้” ราเกลทำหน้าเอ่อเล็กน้อย “ ข้ายังโอเคทั้งสองไม่ต้องเป็นห่วง” เอลเองร้องตอบซีลีนเพราะคิดว่านางคงเป็นห่วงจึงใด้เตือนให้ถอย
ในระหว่างนั้นงูยักษ์ได้ถลาเข้ามาเพื่อโจมตีเอลอย่างรวดเร็ว
และเอลเองก็ตระหนักว่าตัวเองระมัดระวังตัวไม่เพียงพอเพราะการโจมตีนี้ยังไงเอลก็ไม่มีทางหลบพ้น
ในขณะที่เอลนั้นคิดว่าคงจะโดนงูยักษ์เขมือบแน่ๆ
ซีลีนเองนั้นเข้ามาอยู่ตรงหน้าเมื่อไรไม่รู้ และได้ตอบโต้งูยักษ์นั้นด้วยการแตะที่หัวของมัน
ซึ่งเป็นผลให้งูนั้นกระเด็นออกไปข้างๆไม่ไกลนัก “ ก็ถึงบอกให้ถอยออกมาก่อนไงละ”ซีลีนพูดตอกย้ำเอล
แต่ก็ไม่ได้ทำให้เอลรู้สึกอะไร เพราะในตอนนี้เอลและราเกลทั้งคู่ยังคงตะลึงในสิ่งที่เกิดขึ้น
“เมื่อกี้เจ้าแตะมันใช่ไหม” ซีลีนพยัคหน้ารับ “ได้ไง...นั้นมันงูยักษ์นะ
ข้าทั้งเผา ทั้งแช่แข็ง มันยังไม่เป็นอะไร
และอยู่ดีๆเจ้าก็กระโดดเข้ามาแตะมันง่ายๆเหมือนแตะอะไรก็ไม่รู้นี่นะ” “ก็แล้วยังไงละ
ข้าแตะมันก็แปลว่าข้าแตะมันเจ้าจะพยามพูดให้มันเข้าใจยากทำไม
ว่าแต่เจ้าจะโอ้เอ้ไปถึงเมื่อไร หลบไปได้แล้วมันกำลังจะเข้ามาอีกรอบเดียวโดนลูกหลงไม่รู้ด้วยนะ”
ถึงเอลยังรู้สึกงงๆแต่ในขณะนั้นก็ทำอย่างอื่นไม่ด้นอกจากหลบให้เป็นหน้าที่ของซีลีน
งูยักษ์นั้นเหมือนจะไม่รับรับบาดเจ็บจากการแตะของซีลีนมากนัก
เพราะยังคงถลาเข้ามาโจมตีซีลีนได้อย่างปกติหรือบางทีอาจจะมากกว่าปกติก็ว่าได้
เพราะทั้งความเร็วในการเคลื่อนที่ที่ดูรวดเร็วมากขึ้น
หรือแม้แต่ความเกรียวกราดก็ตาม แต่ดูเหมือนการโจมตีต่างๆจะไรผล
เพราะซีลีนนั้นเคลื่อนที่ได้เร็วมากกว่า และยังกระโดดหลบหลีกได้หมดทุกการโจมตี
ซึ่งการหลบหลีกของซีลีนนั้นไม่ใช่แค่กระโดดหลบไปมาเท่านั้น แต่ทุกการเคลื่อนไหวนั้นดูอ่อนช้อยและงดงามมากราวกับว่าร่างกายทุกท่วงท่านั้นพลิ้วไหวไปตามกระแสลม
ซึ่งมองอีกนัยหนึ่งก็เหมือนการร่ายรำย่อมๆนั้นเอง
การหลบการโจมตีนั้นผ่านไปเพียงแค่ชั่วระยะหนึ่งเท่านั้นพอประสบโอกาส
ซีลีนก็ได้แตะที่หัวงูยักษ์อีกรอบ ซึ่งทำให้มันกระเด็ดไปตามทิศที่แตะ แต่คราวนี้
ซีลีนนั้นกระโดดตามไปและเหยียบที่หัวงูพร้อม เกร็งนิ้วทั้งห้า
ชั่วครูเหมือนกับว่ามีเล็บที่แหลมคมงอกออกจากนิ้วของซีลีน
และในพริบตานั้นมือและนิ้วทั้งห้าของเธอก็ได้ทะลุลงไปที่หัวของงูนั้นเรียบร้อย
ซึ่งงูเองก็ดิ้นทุรุนทุรายอยู่พักหนึ่งก่อนที่จะนิ่งเงียบไป
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น