ทางทิศใต้ของเมืองรานสวิล
“คงคิดถึงที่นี่น่าดูเลย
ท่านเอลว่าไหม จะว่าไปตั้งแต่เกิดมาพวกเราก็ยังไม่เคยออกจากเมืองนี้เลยสักครั้ง”
ราเกลพูดพร้อมกับมองย้อนกลับเข้าไปที่ตัวเมือง “ข้าเองก็คิดไม่ต่างจากเจ้าสักเท่าไรหรอก
......ราเกล ข้าเองก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่จะทำต่อไปนี้มันถูกต้องหรือปาว
และสุดท้ายมันจะลงเอยแบบไหน ถ้าหากว่าตอนนี้เจ้าเองยังคิดถึงที่นี้ละก็ เจ้าจะอยู่ที่นี่ต่อก็ได้นะ
เดียวเรื่องของท่านพ่อเดียวข้าจัดการเองจะไม่มีใครว่าเจ้าได้
ข้าเองในตอนนี้คิดว่าตัวเองก็พอจะทำอะไรด้วยมือของข้าเองได้แล้วด้วย” เอลพูดด้วยความเป็นห่วงราเกลอยู่บ้าง
“โถ่..ท่านเอลครับนี่ใจคอท่านจะไล่ให้ข้าไปจากท่านได้จริงๆหรอ
ข้าชอบที่นี้มากเพราะว่าเราโตและอาศัยอยู่ที่นี้มาต้องแต่เด็ก แต่ท่านลืมไปหรือปาว ว่านอกจากเมืองแล้ว
ท่านเอลก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่อยู่ด้วยกันกับข้ามาตลอดตั้งแต่ที่ข้าจำความได้”
คำพูดเพียงไม่กี่คำของเราเกลนั้น
กลับสร้างความซึ่งใจให้กับเอลเป็นอย่างมาก “ถ้าอย่างนั้นเราก็ไปกันเถอะ”
ทั้งสองต่างมุ่งหน้าเดินทางออกจากเมืองรานสวิล
ด้วยเป้สัมภาระใบใหญ่ที่ติดหลังทั้งสองระหว่างเดินทาง ทั้งคู่เดินทางผ่านป่าที่เขียวขจีที่ประกอบไปด้วยพืชไม้นาๆพันธุ์ที่มีทั้งความอุดมสมบูรณ์และความสวยงาม
“ท่านเอล
นี่เราก็เดินมาเกือบทั้งวันแล้วแต่ข้ายังไม่เห็นวี่แววว่าเราจะออกพ้นป่านี่ซะที”
“เดียวนะตามที่ท่านพ่อบอก
มันน่าจะอยู่แถวนี้นิ ออ นั้นไง ต้นไม้ใหญ่สีม่วง” เอลวิ่งนำไปทางต้นไม้ต้นนั้น
ทิ้งราเกลที่วิ่งอย่างช้าๆด้วยอาการเหนื่อยๆอยู่ข้างหลัง “มีสีม่วงทั้งต้นจริงๆด้วย....ท่านพ่อบอกว่าเมื่อมาถึงต้นไม้สีม่วงแล้วข้างๆไม่ไกลมาก
จะมีพุ่มกุหลาบป่าอยู่ แล้วให้มุดเข้าไป” “ท่านเอลเราต้องมุดเข้าไปในพุ่มนี้หรอ” “อืมใช่
ท่านพ่อบอกอย่างนั้น” “ทำไม่จะต้องเป็นพุ่มกุหลาบป่าด้วย หนามก็เยอะ พุ่มอื่นก็มีตั้งเยอะแยะ”
ราเกลบ่นทั้งที่กำลังพยายามมุดเข้าไปข้างในซึ่งนำหน้าโดยเอลที่เข้าไปก่อนแล้ว “คงเป็นการป้องกันการเข้าออกของบุคคลภายนอกที่อาจพลัดหลงเข้ามาก็ได้มั้ง
เพราะทุกคนเห็นว่าเป็นกุหลาบที่มีหนามคมคงไม่คิดจะมีใครมามุดเล่นๆหรอกมั้ง” “ จะว่าไปก็คงจะอย่างที่ท่านเอลพูดนั้นแหละ
แต่ถึงจะพูดแบบนั้นหนามมันก็ยังเยอะอยู่ดี ดูดิราเกลเป็นโดนหนามตำหลายจุดแล้ว”
“เลิกบ่นแล้วรีบๆกันหน่อยดีกว่า
จะได้หาที่พักเดียวมันก็ค่ำมืดก่อนหรอก” ทั้งสองออกจากพุ่มกุหลาบอย่างตะเกียดตะกาย
ถึงสามารถหลุดออกมาจากตรงนั้นได้
แต่สิ่งที่ทั้งสองเห็นหลังจากที่ออกมาได้นั้นสร้างความประหลาดใจและความมึนงงเล็กน้อย
เพราะภาพที่อยู่ตรงหน้านั้นคือเหล่าต้นไม้ที่ไรใบราวกับว่ามันไร้ชีวิตซึ่งมองไปไกลสุดลูกหูลูกตา
ตามกิ่งก้านนั้นเต็มไปด้วยใยแมงมุงซึ่งระโยงระยางไปทั่ว
ซึ่งถ้าจะบอกว่าเป็นป่าแห่งความตายก็คงจะไม่ผิดเพราะโดยภาพโดยรวมที่เห็นแล้วเป็นเช่นนั้น
“ท่านเอล เราว่างั้นเรากลับไปพักที่เดิมที่เราออกมาก่อนดีกว่าเดียวพรุ่งนี้ค่อยว่ากันอีกที”
ราเกลพูดพร้อมหันกลับทางเดิม
แต่ราเกลเองก็ตกใจอีกรอบเพราะป่าที่เคยผ่านออกมาไม่มีเหลือเค้าโครงแล้ว
มีแต่เพียงซากต้นไม้สีดำครอบคลุมไปหมด และตรงทางที่ผ่านเข้ามาก็เป็นแค่ซากของพุ่มกุหลาบที่ตายแล้วเท่านั้น “ สมแล้วที่เป็นเวทย์โบราณที่ มหากษัตริย์เอโวเป็นผู้ร่ายไว้
ดูแล้วแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีป่าและเมืองอยู่นะที่แห่งนี้ แค่เพียงการหาเมืองให้เจอนั้นเป็นเรื่องยากแล้ว
แต่การหาทางเข้าให้พบนั้นยากกว่า ป้องกันไว้ได้หลายชั้นมาก ฉนั้น ราเกล เจ้าจำตำแหน่งตรงนี้ให้ดีละ
เดียวถ้ากลับมาอีกทีหาทางเข้าไม่เจอละแย่แน่” “ได้ ข้าทราบแล้ว
ว่าแต่เราจะกลับเข้าไปกันได้หรือยัง มีเวลาอีกครึ่งวันข้ากลัวพวกเราจะเดินไม่พ้นป่านี้
เพราะไม่รู้ว่ามันกว้างขนาดไหน ข้าว่าเรากลับไปพักข้างในดีกว่าปลอดภัยด้วย”
ราเกลพยามใช้ให้ผลที่คิดว่าดีทีสุดในสถานการณ์ปัจจุบัน
“ ไม่ละ ข้าว่าเราเดินทางกันต่อดีกว่า
เจ้าเองก็บอกแล้วไม่ใช่หรอว่าไม่รู้ว่าป่ามันกว้างขนาดไหน
บางทีเราอาจจะเดินทางแปปเดียวก็ได้ หรือต่อให้เราเดินทางต่อพรุ่งนี้จริงจะมีอะไรยืนยันว่าเราจะเดินผ่านป่าได้ภายใน1วัน
เพราะฉนั้นเราออกเดินทางกันต่อเถอะ” เอลใช้เหตุผลลบล้างเหตุผลของราเกล “ ก็ได้ๆ
ยังไงข้าเองก็เถียงท่านเอลไม่เคยจะชนะอยู่แล้วนิ” เอลแอบยิ้มให้กับคำพูดของราเกลเล็กน้อย
ทั้งคู่เดินทางต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่ได้หยุดพัก เอลนั้นเป็นคนช่างสังเกตุ
และเป็นคนที่ระมัดระวังตลอดการเดินทางเสมอ และเอลก็เริ่มสังเกตุว่ายิ่งเดินไปนานเท่าไร
ใยแมงมุมที่อยู่รอบตัวก็ยิ่งดูเยอะมากขึ้น “ ราเกล เดียว
เจ้าระวังตัวหน่อยนะ ข้ารู้สึกสังหรณ์ใจชอบกล” “มีอะไรหรือปาวท่านเอล”
ขณะที่ถามเอลอยู่นั้นราเกลก็เดินชนเอลที่จู่ก็หยุดเดิน
“อุย เจ็บ ท่านเอลจู่ๆทำไมหยุดเดินละครับ” “เจ้าดูนั้นซิ”เอลชี้ให้ราเกลดูแมงมุมตัวหนึ่งที่ขนาดไม่ใหญ่มาก
ซึ่งกำลังอยู่ในทางที่ทั้งสองเดินไป “ โถท่านเอล นึกว่าเรื่องอะไร แมงมุมตัวนิดเดียวเอง
เดียวข้าจัดการเอง” ราเกลเดินไปพร้อมดึงดาบเล่มยาวที่พกมาด้วยฟันไปที่แมงมุม “เรียบร้อย
แมงมุมตัวนิดเดียวเอง ท่านไม่ต้องเป็นกังวลหรอกคับ เดียวถ้าเจออีกทีให้ข้าจัดการเอง”
ราเกลพูดเชิงอวดอ้างเล็กน้อย
“งั้นรอบนี้คงต้องฝากเจ้าอีกที” เอลพูดพร้อมกับเงาดำทะมึนของแมงมุมเป็นจำนวนมากที่ค่อยๆปรากฏตัวขึ้น
และมีขนาดที่ใหญ่กว่าตัวที่ฆ่าไป
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น