“ท่านเอลครับข้าว่าเพื่อไม่ให้เสียเวลาเราช่วยกันดีกว่าไหมครับ” “จริงๆก็อยากให้เจ้าลุยคนเดียวอยู่หรอก แต่ถ้าเยอะขนาดนี้คงช่วยไม่ได้” ทั้งคู่นั้นต่างฟาดฟันแมงมุมที่ต่างกู่เข้ามาทำร้าย
ซึ่งเอลนั้นทักษะต่างๆนั้นดีเยี่ยมอยู่แล้ว
แต่ทางด้านราเกลเองก็เหมือนจะไม่ได้ดีแค่ปาก
เพราะทักษะอยู่ในระดับแนวหน้าเลยที่เดียว
ทั้งคู่พยามฟาดฟันแมงมุมที่ถาโถมเข้ามาไม่หยุดหย่อน
แต่เหมือนจำนวนจะไม่ค่อยจะลดลงเลย “ท่านเอลถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปมีหวังหมดแรงก่อนแน่
เอาไงดีครับ” “ ก็จริงของเจ้า แต่ไม่เป็นไรข้ามีแผนดีๆแล้ว
แต่ยังไงก็ต้องรบกวนเจ้าถ่วงเวลาให้ข้าสักหน่อย” “ไม่มีปัญหาครับ แต่ยังไงท่านเอลช่วยรีบๆหน่อยละกัน
เพราะดูเหมือนมันจำนวนมันจะยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ” ทางด้านเอลนั้นเหมือนกำลังร่ายเวทมนต์บางอย่างซึ่งภาษาที่ใช้นั้นเป็นภาษาที่ฟังไม่อาจเข้าใจได้
ซึ่งในขณะเดียวกันทางด้านราเกลก็พยายามถ่วงเวลาอย่างเต็มที่
แต่ดูเหมือนสถานะการต่างๆจะเริ่มย่ำแย่ลงเพราะด้วยประมาณแมงมุมที่เพิ่มมากขึ้นจนเกินไป
จนราเกลเองเริ่มจะต้านทานไม่ไหว “ท่านเอลยังไม่เสร็จอีกหรอ ..ข้าจะไม่ไหวแล้วนะ” เอลนั้นจดจ่อกับการร่ายเวทย์มนต์โดยไม่สนใจต่ออันตรายหรือเหตุการณ์ที่อยู่รอบข้างแต่อย่างใด
“ ราเกล มาจับตัวข้าไว้เร็วเข้า” เอลตะโกนร้องบอกสุดเสียงซึ่งราเกลก็ดูเหมือนจะเข้าใจในความหมายรีบกะโดดเข้ามาเกาะตัวเอลไว้
เพียงพริบตาบริเวณโดยรอบก็ถูกแช่แข็ง ไม่ว่าจะเป็นเหล่าแมงมุม
หรือต้นไม้ต่างๆก็ตาม ซึ่งพื้นที่ถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็งเป็นบริเวณกว้าง “ว้าวสุดยอดเลยท่านเอล
มีของดีขนาดนี้ทำไมไม่ใช้ตั้งนาน ดูซิทุกอย่างแข็งหมดเลย นี้มันเป็นเวทย์อะไรหรอท่านเอล” “ ออมันเป็นเวทย์พื้นที่อาณาเขตนะ ชื่อ ปราการน้ำแข็ง
เป็นเวทย์โบราณชนิดหนึ่งจัดอยู่ในเวทย์ระดับสูง แต่การใช้งานจริงนั้นถือว่ายากหรือแถบจะเป็นไปไม่ได้เลย” “ ทำไมหรอคับท่านเอล” “ นั้นก็เพราะเวทย์ประเภทนี้ไม่ได้มีผลแช่แข็งต่อสิ่งของหรือวัตถุ
ต่างๆ หากแต่เป็นทุกสิ่งที่อยู่ในพื้นที่อาณาเขตจะต้องถูกแช่แข็ง
ยกเว้นผู้ใช้เวทย์ นอกนั้นก็ไม่มีข้อยกเว้น” “ออมิน่าถึงให้ข้าจับตัวท่านไว้” “ใช่แล้วเพราะตอนที่เจ้าจับตัวข้าเจ้าก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของข้าเหมือนกับเสื้อผ้าที่ข้าใส่อยู่นี่ไงละ
นี่คืออีกเหตุผลที่เวทย์นี้ไม่ค่อยถูกนำมาใช้จริง
เพราะเป็นเวทย์ที่ไม่อาจแยกแยะมิตรหรือศัตรูได้ ซึ่งถ้าไม่ได้มีแค่เจ้ากับข้าคนที่อยู่ในบริเวณนี้ก็คงจะกลายเป็นน้ำแข็งไปหมดและ
อีกอย่างการร่ายเวทย์เองก็ยังต้องใช้ระยะเวลาอีกต่างหาก” เอลพยายามอธิบายถึงเหตุผลเพื่อไม่ให้ราเกลนั้นสับสน “ว่าแต่ท่านเอล ข้าไม่ยักรู้ว่าท่านเคยเรียนเวทย์พวกนี้ด้วย
ตอนสมัยที่เมืองรานสวิลเองท่านก็ให้ความสำคัญแต่กับเวทย์รักษา ส่วนกับเวทย์ต่อสู้ก็ไม่ค่อยจะเห็นท่านสนใจเท่าไร” “นี่เจ้าอำข้าเล่นใช่ไหมนี้
เจ้าอยู่กับข้าตั้งแต่เด็ก นี้เจ้าไม่เคยรู้เลยหรือ
ทุกศาสตร์ลับที่อยู่ในตำราเวทย์โอตูน ข้าไม่จำเป็นต้องเรียน
เพราะมันอยู่ในสายเลือด ข้ารู้เองโดยอัตโนมัติ
ข้าสามารถใช้ได้เลยแม้จะเป็นครั้งแรก แต่เรื่องอนุภาพหรือความรุนแรงนั้นจำเป็นต้องอาศัยความเชี่ยวชาญหรือการฝึกฝน
ที่เจ้าเห็นข้าศึกษาเรื่องเวทย์รักษาบ่อยๆเพราะเวลาที่ต้องช่วยใครจะได้ไม่ผิดพลาดหรือได้ผลสูงสุดเท่านั้นเอง” เอลพูดท่ามกลางความประหลาดใจของราเกลบ้าง
“ว่าแต่เราอย่ามั่วเสียเวลาอยู่ตรงนี้เลย
เดียวมันจะมืดคำก่อนรีบเดินทางต่อเถอะ เรื่องคำถามเอาไว้ถามระหว่างเดินทางก็ได้” ทั้งคู่ใช้เวลาเดินทางอีกไม่นานก็สามารถเดินทางพ้นป่าออกมาได้
ซึ่งตรงเบื้องหน้านั้นเป็นเนินทุ่งบริเวณกว้างแต่ก็ยังคงดูแห้งแล้ง
และยังดูไร้ชิวิตอยู่ดี เอลและราเกลใช้เวลากันต่อสักพักก็เริ่มจะมองเห็นหมู่บ้านเก่าๆแห่งหนึ่งแต่ไกล
“ ดูซิ ท่านเอล
หมู่บ้านอยู่ตรงโน้น เรามาถึงหมู่บ้านแล้ว นึกว่าวันนี้จะได้นอนกลางป่ากลางเขาซะละ” “ อืมใช่ๆจริงด้วย งั้นเรารีบไปกันเถอะ” พอเห็นเป้าหมายทั้งสองก็ต่างรีบเดือนทาง
แต่ยิ่งเมื่อไปใกล้ทั้งคู่ก็รู้สึกว่าเมืองที่ไปค่อนข้างเก่าและทรุมโทรม และยิ่งทั้งเอลกับราเกลเข้าไปในหมู่บ้านกลับต้องเศร้าสลดอีกครั้ง
เมื่อภาพที่คู่เห็นนั้นเป็นภาพที่มนุษย์ค่อยดูแลปรนนิบัติเผ่าอสูรในฐานะของทาส เอลและราเกลเดินทางไปเรื่อยๆ ท่ามกลางสายตามากมายที่จับจ้องนั้นมี มีมือคู่ใหญ่จับแขนของทั้งสองดึงเข้าไปในซอยมืดอย่างไม่ทันตั้งตัว
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น